วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทานพิธีครับ

  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : ทานพิธี ๑

   ปาฏิปุคคลิกทาน ได้แก่ ทานที่ถวายจำเพาะเจาะจงบุคคล คือถวายเฉพาะตัว เช่นต้องการจะ
 ถวายแก่ภิกษุรูปใดก็นิมนต์จำเพาะองค์นั้น
 
   สังฆทานทาน ได้แก่ทานที่ถวายแก่สงฆ์ โดยไม่จำเพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แล้วแต่
 ทางวัด คือเจ้าอาวาสหรือพระภัตตุเทสก์จะจัดส่งไปให้ การนิมนต์พระก็ดี การเผดียงสงฆ์ก็ดี
 จึงควรจัดให้เป็นไปตามชนิดของทาน คือ ถ้าจะถวายเป็นปาฏิปุคคลิกทาน เจ้าภาพต้องไปนิมนต์
 พระเฉพาะด้วยตนเอง ถ้าจะถวายเป็นสังฆทาน เจ้าภาพจะไปเองหรือส่งคนผู้ที่เชื่อถือไปเผดียง
 ต่อเจ้าอาวาสหรือภิกษุภัตตุทเทสก์ หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในวัดนั้นก็ได้ โดยกำหนดวันเวลา
 และสถานที่ จำนวนพระภิกษุที่ต้องการให้ท่านทราบรายละเอียด ตามนัยที่กล่าวแล้วในบุญพิธี
 พิธีถวายเป็นไปในลักษณะเดียวกันต่างแต่ว่า เจตนาในทาน ๒ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัส
 สรรเสริญ "สังฆทาน" ว่าเป็นเลิศ
 
 ๑. การถวายสังฆทาน เท่าที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ จัดถวายที่บ้านก็มี, ถวายที่วัดก็มีการ
 ตกแต่งสถานที่ก็เป็นธุระหน้าที่ ของทายกทายิกาทั้งนั้น ถ้าจัดถวายที่วัด ทางวัดจัดการสง-
 เคราะห์ตามสมควร ข้อสำคัญเจ้าภาพต้องทำเจตนาให้บริสุทธิ์ คือเมื่อเผดียงสงฆ์ต่อเจ้าอาวาส
 หรือภิกษุภัตตุทเทสก์ หรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าขอเผดียงสงฆ์จากวัดนี้ เพื่อรับสังฆ
 ทาน ในวันนั้น เวลา สถานที่นั้น จำนวนภิกษุเท่านั้นรูป" ตามที่ต้องการแล้ว อย่าคำนึงถึงว่าเรา
 จะได้พระรูปใดก็สุดแล้วแต่ทางวัดจะจัดส่งไปให้ ทุกวันนี้บ้านเมืองเจริญด้วยยวดยานพาหนะ
 หรือท่านเรียกว่า วันนั้นเวลาเท่านั้นๆ เจ้าภาพจะจัดรถมารับที่วัด แม้ว่าภิกษุรูปนั้นจะไม่ชอบพอ
 กับตนมาก่อน ก็ไม่ควรแสดงความรังเกียจ โดยที่สุดแม้จะได้เพียงสามเณรไปรับสังฆทานก็
 ควรยินดี เพื่อให้ทานนั้นเป็นของบริสุทธิ์เป็น "สังฆทาน" เพราะว่า พวกภิกษุหรือสามเณร ก็ชื่อ
 ว่ามาในนามของสงฆ์ เจ้าภาพพึงทำเจตนาให้มุ่งตรงต่อสงฆ์ว่า ไม่ใช่ถวายแก่ "บุคคล" ในการ
 ถวายสังฆทานนี้ ไม่จำกัดจำนวนพระสงฆ์ จะนิมนต์เพียง ๔-๕-๖ รูปก็ได้ไม่จำกัดจำนวน แล้ว
 แต่กำลังศรัทธาของเจ้าภาพ
 
 ๒. พิธีถวาย เมื่อพระสงฆ์มาถึงสถานที่เรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเจ้าภาพพึงนำสิ่งของ คืออาหาร
 คาวหวานหรือสิ่งของอย่างอื่นที่ได้จัดเตรียมไว้รวมทั้งดอกไม้ ธูป เทียนด้วย บางแห่งจัดเป็น
 สำรับคาวหวาน บางแห่งจัดเป็นปิ่นโต บางแห่งจัดใส่กระทงรวมในถัง หรือกาละมังก็มี โดย
 เฉพาะมักจะลืมเสียเป็นส่วนมาก คือน้ำ ควรใส่แก้วหรือขวดตั้งไว้ตรงหน้าพระน้ำด้วย จัดเรียง
 ไว้เป็นชุดๆ ตามจำนวนพระสงฆ์ที่มาสู่สถานที่ที่จัดไว้ สิ่งของทั้งหมดเมื่อพร้อมแล้ว เจ้าภาพ
 จัดการจุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัยกราบลง ๓ ครั้ง อาราธนาศีล พระให้ศีล เจ้าภาพรับศีล
 ถ้ามีการฉันด้วยโดยมากเมื่อรับศีล แล้วพระสงฆ์สวดถวายพรพระก่อนฉัน ถ้าไม่มีการฉันเมื่อ
 รับศีล จบแล้วให้เจ้าภาพกราบลง ๓ ครั้ง ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าวคำถวายสังฆทานต่อไป
 
 ๓. คำถวายสังฆทานว่าดังนี้ อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะ
 ยามะ สาธุโน ภันเต ภิกขุ สังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารนิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัต
 ตัง หิตายะ สุขายะฯ
 
   คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวาย ซึ่งภัตตาหารกับของที่เป็น
 บริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งภัตตาหารกับของ ที่เป็นบริวารทั้ง
 หลาย เหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
 
 ๔. คำถวายสังฆทานดังกล่าวนี้ ถ้าว่าจบเดียวต้องว่าคำแปลด้วย ถ้า ๓ ครั้ง โดยใช้คำว่า ทุติ,
 ตะติ, นำหน้า ครั้งที่ ๒-๓ ไม่ต้องว่าคำแปลนี้ ก็เพื่อให้พระสงฆ์ได้ทราบว่าเจ้าภาพว่าจบเดียว
 หรือ ๓ จบ จะได้ประนมมือและรับว่า "สาธุ" ได้ถูกต้อง ในขณะผู้กล่าวคำถวายว่า ตะติ, หรือ
 ว่าคำแปลนั้น พระสงฆ์ทุกรูปจะประนมมือ เมื่อผู้ว่าคำถวายจบ พระสงฆ์รับว่า "สาธุ"
 
 ๕. เมื่อถวายเสร็จแล้ว พระภิกษุสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพก็เตรียมกรวดน้ำต่อไป การถวายสังฆ-
 ทานดังกล่าวมานี้ เป็นการถวายประเภทสามัญ คือถวายเพื่อความสุข ความเจริญของตน ถวาย
 เพื่อกุศลให้บุพการีคุณ อันมีบิดา มารดา ครูอาจารย์ ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายทานอย่างอื่นมี
 สลากภัตต์เป็นต้น ต้องเปลี่ยนคำถวายดังต่อไปนี้

งานอวมงคล๒

  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : ทำบุญเนื่องในงานอวมงคล ๒

   ๔. เมื่อพระสงฆ์สวดหรือเทศน์จบแล้ว เจ้าภาพพึงเก็บสิ่งของเครื่องกีดขวางออกให้หมด จัด
 สิ่งของที่จะถวายพระ เช่น ดอกไม้ธูปเทียน หรือสิ่งของอย่างอื่น นอกจากผ้าหรือใบปวารณา
 มาวางไว้ตรงหน้าพระ แล้วบอกญาติพี่น้องช่วยกันประเคน เสร็จแล้วคลี่ผ้าภูษาโยงหรือสายโยง
 วางราบไปทางหน้าพระสงฆ์ เอาผ้าหรือใบปวารณาแจกญาติพี่น้องนำมาทอดบนผ้าภูษาโยงนั้น
 ถ้ามีผ้าโดยมากมักเอาใบปวารณากลัดติดกับผ้านั้นรวมกัน การทอดผ้าหรือใบปวารณานี้ ควร
 ทอดขวางตัดกับผ้าภูษาโยง คือวางขวางบนผ้าภูษาโยงนั้นอย่าทอดไปตามทางยาวดูไม่งาม และ
 ควรทอดตามลำดับ พระเถระเสร็จแล้วนั่งประณมมือ จนกว่าพระสงฆ์จะพิจารณาบังสุกุลจนจบ
 แต่บางแห่งนิยมทอดผ้าก่อนถวายของก็มี ในราชการนิยมถวายของก่อน ทอดผ้าภายหลัง ยังถือ
 ปฎิบัติอยู่ในปัจจุบัน

 ๕. ถ้าสวดพระพุทธมนต์แล้วฉันเช้า หรือฉันเพลในวันนั้น การถวายสิ่งของและการทอดผ้า
 บังสุกุล ทำภายหลังจากฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าสวดมนต์เย็นฉันเช้าหรือเพลในวันรุ่งขึ้น
 และมีผ้าไตรจีวรทอด ก็ควรทอดภายหลังพระสวดจบในเย็นวันนั้น เพื่อให้ท่านนุ่งห่มาฉลอง
 ศรัทธาในวันรุ่งขึ้นส่วนสิ่งของและใบปวารณานั้น เก็บไว้ถวายและทอดในวันรุ่งขึ้น ภายหลัง
 จากฉันเสร็จแล้ว

 ๖. สำหรับรายการพระสวดอภิธรรมตอนกลางคืนหรือพระเทศน์ พระสวดรับเทศน์ ถ้าเจ้าภาพ
 ประสงค์จะอาราธนาฉันในวันรุ่ขึ้นด้วยก็ได้ แต่สิ่งของและผ้าทอดบังสุกุลควรจัดการถวายและ
 ทอดให้เสร็จสิ้นในวันนั้น

 ๗. ในการฌาปนกิจศพ ก่อนที่จะถึงเวลาทำการฌาปนกิจศพเล็กน้อย นิยมมีการทอดผ้ามหาบัง-
 สุกุล หรือเรียกว่าบังสุกุลปากหีบ ในการเช่นนี้ โดยมากเจ้าภาพนิยมเชิญแขกผู้ใหญ่ที่มีเกียรติขึ้น
 ทอด และให้แขกผู้มีเกียรติสูงซึ่งจะเป็นผู้จุดเพลิงเป็นคนแรกนั้น เป็นคนทอดหลังสุดให้แขกผู้มี
 เกียรติรองลงมาทอดก่อน แขกผู้ทอดผ้าบังสุกุลนี้ให้ถือว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติ ฉะนั้น ก่อนทอด
 และหลังทอดแล้ว การทำความเคารพศพทุกครั้ง จะต้องยืนคอยอยู่จนกว่าพระสงฆ์ขึ้นไป
 พิจารณา

 ขณะที่พระสงฆ์กำลังพิจารณาอยู่นั้น ก็ควรประณมมือขึ้น การทอดไตรจีวรก่อนเผาศพนั้น ไม่
 ควรมีมากเกินไป เพราะจะทำให้แขกที่มาร่วมในงานนั่งคอยนาน ควรใช้ประมาณ ๓ ไตรกำลัง
 พอดี

งานอวมงคลครับ

  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : ทำบุญเนื่องในงานอวมงคล ๑

   ได้แก่ งานทำบุญซึ่งปรารภเหตุ ที่ไม่เป็นมงคล เช่น ปรารภการตายของบิดา-มารดา ครู
 อาจารย์ หรือญาติมิตร เป็นต้น ทำบุญในงานฌาปนกิจบ้าง ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วันบ้าง ทำบุญ
 เนื่องในวันคล้ายวันตายบ้าง เพื่อให้เหตุร้ายกลายเป็นดี เพื่อบรรเทาความเศร้าโศก การทำบุญ
 ในกรณีเช่นนี้ มีพิธีนิยมส่วนมากดหมือนกับทำบุญในงานมงคล ดังกล่าวมานี้ แต่มีข้อต่างกัน
 บ้างดังต่อไปนี้

 ๑. จำนวนพระสงฆ์ที่นิมนต์สวดพระพุทธมนต์ เมื่อครบกำหนดวันทำบุญ นิยมนิมนต์พระ ๗
 รูป ๑๐ รูปบ้าง ถ้าเป็นงานพระราชพิธี นิยทนิมาต์ ๑๐ รูปเป็นพื้น ส่วนพระอภิธรรมนิมนต์ ๔
 รูปเป็นเกณฑ์ ถ้ามีบังสกุลหรือมีสวดอจง ไม่จำกัดจำนวนแน่นอน ตามกำลังศรัทธา ๑๐-๒๐-
 ๕๐-๑๐๐ หรือมากกว่านี้ก็มี แล้วแต่ฐานะทางเจ้าภาพแต่ส่วนมากนิยมนิมนต์เท่าอายุผู้ตาย บัง
 สกุลปากหีบ แปรธาตุไม่จำกัดจำนวน แต่แก่แปรธาตุนิยม ๔ รูป หรือ ๓ รูป ก็ได้

   การเทศน์ในงานศพ นิยมมีพระสวดรับเทศน์นี้ด้วย ๔ รูป ไม่มีพระสวดรับก็ได้ส่วนพระ
 แสดงธรรมเทศน์อานิสงส์หรือเทศน์ปฐมสังคายนา หรือเทศน์เรื่องอื่นๆ นิยมรูปเดียวก็มี ๒-๓
 รูปก็มี ตามฐานะเจ้าภาพ

 ๒. การสวดมนต์ ในงานอวมงคลนี้ ไม่ต้องตั้งบาตร หรือหม้อน้ำมนต์ ไม่ต้องวางด้ายสาย-
 สิญจน์ที่โต๊ะหมู่บูชา คงใช้แต่ผ้าภูษาโยง ถ้าไม่มีผ้าภูษาโยงจะใช้ด้ายสานสิญจน์แทนก็ได้ เรียก
 ว่าสายโยง โยงจากฝาหีบทางด้านศรีษะศพมาวางไว้บนพานใกล้โต๊ะหมู่บูชา หรือใกล้พระองค์
 ประธาน

 ๓. เมื่อถึงเวลากำหนด พระสงฆ์เข้านั่งยังอาสน์สงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าพระสวดอภิธรรม
 เจ้าภาพในงานพึ่งจุดธูป-เทียนก่อน ต่อมาจุดที่หน้าโต๊ะพระพุทธรูป แล้วจุดที่หน้าตู้พระธรรม
 ทีหลัง เสร็จแล้ว อาราธนาศีลต่อไป พระให้ศีลแล้ว ไม่ต้องอาราธนาธรรม แต่บางแห่งอาราธนา
 ธรรมก็มี

   ถ้าสวดพระพุทธมนต์ เมื่อพระให้ศีลจบแล้ว ต้องอาราธนาพระปริตต์อย่างเดียว ต่อเมื่อพระ
 เทศน์ขึ้นธรรมมาสน์ ไม่ต้องอาราธนาด้วยวาจา เมื่อเจ้าภาพเห็นว่าได้เวลาตามที่กำหนด แล้วก็
 จุดเทียนหน้าธรรมมาสน์ เรียกว่าจุดเทียนบูชาพระธรรม พระผู้แสดงธรรมที่จะขึ้นสู่ธรรมาสน์
 โดยถือเป็นธรรมเนียมว่าการจุดเทียนหน้าธรรมาสน์ เป็นการอารธนาธรม มีธรรมเนียมอีกอย่าง
 หนึ่ง ซึ่งควรกำหนดไว้เป็นพิเษคือ เครื่องทองน้อยหน้าศพตามปกติ ถ้าเจ้าภาพตั้งไว้เพื่อเคารพ
 ศพ ตั้งเครื่องทองน้อยให้ดอกไม้หันเข้าหาศพธูปเทียนหันออกข้างหน้า หันธูป-เทียนเข้าหาศพ
 ทั้งนี้เพื่อให้ศพได้บูชาพระธรรมเทศนาด้วย และจุดเมื่อพระเริ่มเทศน์เท่านั้น หลังจากรับศีลแล้ว
 ถ้าไม่มีศพแต่เจ้าภาพมีความประสงฆ์ จะให้มีเทศน์ เพื่อระลึกถึงอุปการคุณ จะจุดเครื่องทอง
 น้อยตั้งไว้ข้างหน้าตนเองเพื่อบูชาพระธรรมก็ได้

  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : การทำบุญเนื่องในงานมงคล ๓

   ๑๖. การถวายเครื่องไทยทาน เมื่อพระฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว กรุณานำเครื่องไทยทานที่จะ
 ถวายพระมา เช่น ดอกไม้ธูปเทียน ห่อของถวายที่จัดเตรียมไว้ มาถวายตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ประ-
 ธานหัวแถวลงไป หากมีคนคอยช่วย ก็นำสิ่งของไทยทานนั้นวางไว้ข้างหน้าพระ เป็นชุดๆ ไป
 เจ้าภาพก็ค่อยประเคนตาม บางแห่งจะกล่าวคำถวายก่อน พอจบแล้วก็นำถวายเลย ส่วนปัจจัย
 (เงิน) ควรแยกไว้ต่างหาก ไม่สมควรประเคนพระถึงแม้จะใส่ในย่ามก็ไม่ควร ทางที่ควรประ-
 เคนในปวารณาแทนปัจจัย (เงินควรมอบให้กับไวยาวัจกร)
 
   ๑๗. กรวดน้ำ เมื่อประเคนของเรียบร้อยแล้วพึงตั้งใจกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลที่เราทำบุญครั้ง
 นี้ ให้บุพพการีชนบ้าง แก่เทพยดาเจ้ากรรมนายเวร ขอให้กุศลผผลบุญที่กระทำในวันนี้ จงเป็น
 ผลสำเร็จแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความปรารถนานั้นๆ เทอญฯ
 น้ำที่กรวดนั้นต้องเป็นน้ำสะอาดไม่มีเจือปน ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าซึ่งมีหม้อสำหรับกรวดน้ำโดย
 เฉพาะ หรือภาชนะที่สมควรอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เป็นการดีที่สุด เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้
 ในทุกๆ งาน ในขณะพระเถระผู้เป็นหัวแถวเริ่มสวดอนุโมทนาว่า ยะถา วาริวะหา เป็นต้นไปก็
 เริ่มกรวดน้ำให้ไหลลงโดยไม่ขาดระยะ เมื่อพระสงฆ์รับสวดว่า สัพพีติโย พร้อมกัน พึงเทน้ำลง
 ให้หมดแล้ว ประนมมือรับพรต่อไปด้วยใจเป็นสมาธิ น้ำที่กรวดแล้วควรนำไปเทลงในกระถาง
 ต้นไม้ หรือใบเสมา และจะครอบแม่ธรณีอีกครั้งว่า ขออุทิศส่วนบุญที่ทำในวันนี้จงไปถึงดวง
 วิญญาณ ผู้มีพระคุณทั้งหลายด้วยความถนัดใจ ไม่ควรเทหรือสาดทิ้งทางหน้าต่างประตู หรือ
 ในสถานที่ๆ ไม่ควรเช่น กระโถน ใต้ถุนบ้านเหล่านี้เป็นต้น
 
   ๑๘. การประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนพระสงฆ์ท่านจะกลับวัด เจ้าภาพที่มีความประสงค์
 จะให้ พรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ ก็พึงเรียนท่านและบอกญาติพี่น้องให้เข้ามารวมกัน นั่งประนม
 มือ หรือหมอบลงรับน้ำพุทธมนต์พร้อมกัน ในโอกาสเช่นนี้พระสงฆ์ท่านจะสวด ชะยันโต เพื่อ
 ความสวัสดีมีโชคชัยแก่เจ้าภาพและแขกที่มาร่วมงาน ฉะนั้นผู้เป็นเจ้าภาพพึงคอยรับด้วยความ
 เคารพ ด้วยหมอบลงตรงพระเถระ ถ้ามีคนมากผู้ที่ประพรมแล้ว ก็ควรให้โอกาสแก่คนอื่นบ้าง
 เจ้าภาพประสงค์ให้พระท่านประพรม ณ ที่ใดก็พึงอุ้มบาตรหรือขันน้ำมนต์นั้น นำท่านไป ถ้า
 ต้องการจะให้ท่านเจิม หรือ ปิดทอง เปิดท้าย ก็เตรียมในช่วงนั้น สิ่งที่ควรเตรียมก็มี แป้งเจิม
 แผ่นทองคำเปลว
 
   ถ้าเป็นงานมงคลสมรส คู่บ่าวสาว ควรหมอบให้น้ำพระพุทธมนต์ ตั้งแต่พระเถระหัวแถวถึง
 องค์สุดท้าย มากน้อยตามความเหมาะสม หลังจากคู่บ่าวสาวแล้วจึงพรมให้แขกอื่นมาร่วมใน
 งาน ส่วนเจ้าสาวต้องให้ญาติผู้ใหญ่ หรือบิดามารดาเจิมหน้าให้
 
   ๑๙. ส่งพระสงฆ์กลับวัด เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์ลากลับวัด เจ้าภาพพึงตามส่งถึง
 รถ หรือประตูบ้านซึ่งเตรียมไว้แล้ว
 
   ๒๐. นำของที่ยืมมาคืนวัดให้เรียบร้อย เสื่อหมอนหรือพรม โต๊ะหมู่บูชาเครื่องใช้ที่ยืมมาจาก
 วัด ก็ให้พยายามอย่างยิ่งด้วย อย่าให้แปดเปื้อน หรือแตกหักเสียหายเพราะเป็นสมบัติของสงฆ์
 ถ้าเกิดเสียหายไปด้วยประการใดก็ดี เจ้าภาพพึงสำนึกว่า ของเหล่านี้เป็นของสาธารณะสมบัติ
 ไม่ควรดูดายต้องหามาชดใช้แทน และให้เก้บสะอาดเรียบร้อยด้วย นำส่งตรวจสอบให้ถูกต้อง
 เท่าที่ยืมมาใช้ เพื่อเป็นตัวอย่างต่อไป
  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : การทำบุญเนื่องในงานมงคล ๒

   ๑๐. จุดธูปเทียนและเครื่องสักการะ ได้เวลาแล้วเจ้าภาพเริ่มต้นจุดเทียน ธูป ที่โต๊ะบูชาด้วย
 ตัวเอง ไม่ควรให้คนอื่นจุดแทน ให้ถือว่าเราทำเพื่อสิริมงคลของผู้ทำของเจ้าของงานนั้นๆ และ
 ควรจุดเทียนเล่มที่อยู่ทางซ้ายมือของเราก่อน เทียนไม่ควรให้เล่มเล็กเกินไป เสร็จแล้วจุดธูปจาก
 เทียน ธูปควรปักไว้ในกระถางธูป ให้ตั้งตรง ถ้าเป็นงานมงคลสมรสคู่บ่าวสาวจุดเทียนกันคนละ
 เล่ม ธูปคนละ ๓ ดอก ผู้หญิงให้นั่งทางซ้าย ผู้ชายนั่งทางขวา บูชาแล้วกราบลงพร้อมกัน ๓ ครั้ง
 ประเคนด้ายสายสิญจน์แก่พระเถระองค์ประธานในพิธี
 
   ๑๑. อาราธนาศีล ถ้าเจ้าภาพสามารถอาราธนาศีลได้ด้วยตนเองยิ่งดี ถ้าอาสนะสงฆ์สูง ยืนอา-
 ราธนาก็ได้ ถ้าพระสงฆ์นั่งกับพื้น ควรนั่งคุกเข่าประนมมืออาราธนาจบแล้ว พึงตั้งใจรับศีลด้วย
 การเปล่งวาจาว่าตามไป การเปล่งวาจานี้ควรให้พระเถระผู้ให้ศีลได้ยินด้วย ไม่ใช่รับศีลในใจ
 เมื่อพระท่านให้ศีลจบ พึงรับว่า อามะ ภันเต หรือว่า สาธุ ภันเต
 
   ๑๒. อาราธนาพระปริตต์ เมื่อรับศีลจบแล้ว พึงกราบลง ๓ ครั้ง หรือยืนไหว้แล้วแต่กรณี อารา-
 ธนาพระปริตมนต์ต่อไป ว่าดังนี้

      วิปัตติ ปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
      สัพพะ ทุกขะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
 
   ขอพระสงฆ์จงสวดพระปริตตะมงคล อันใดเพื่อป้องกันภัย อันเกิดแก่ความทุกข์ ความวิบัติทั้ง
 หลาย เพื่อความสำเร็จทั้งปวง เพื่อให้ทุกข์ทั้งปวงจงหมดไป
 
      วิปัตติ ปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
      สัพพะ ภะยะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
 
   ขอพระสงฆ์จงสวดพระปริตตะมงคล อันใดเพื่อป้องภัยพิบัติทั้งหลายอันเกิดจากภัยเวรทั้งสิ้น
 เพื่อความสำเร็จสมบัติทั้งปวง เพื่อให้ภัยเวรทั้งหลายจงหมดไป
 
      วิปัตติ ปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา
      สัพพะ โรคะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
 
   ขอพระสงฆ์จงสวดพระปริตตะมงคล อันใดเพื่อป้องภัยอันเกิดแก่โรคาพยาธิทั้งหลาย เพื่อ
 ความสำเร็จในสมบัติทั้งหลาย เพื่อให้โรคาทั้งสิ้นจงหมดไป
 
   ๑๓. จุดเทียนน้ำมนต์ เพื่อพระสงฆ์สวดมนต์ถึงบทมงคลสูตร ขึ้นบทว่า อะเสวะนา จะ พาลา
 นัง เจ้าภาพรีบจุดเทียนน้ำมนต์ติดกับบาตรหรือขันน้ำมนต์แล้ว ยกขันน้ำมนต์ถวายพระเถระ
 เหตุที่จุดเทียนน้ำมนต์ตอนนี้ เพราะเทียนน้ำมนต์ใช้แทนเทียนมงคลจึงต้องจุด เมื่อพระท่าน
 สวดถึงบทมงคลสูตรก็เพื่อให้เป็นสิริมงคลในงานนั้น
 
   ๑๔. ถวายสำรับบูชาพระพุทธ ถ้ามีการฉันเช้าหรือฉันเพล หลังจากพระเจริญพระพุทธมนต์
 เสร็จแล้ว เมื่อพระท่านสวดถึงบท พาหุงสะหัสสะมะ ภินิมมิตะสาวุธันตัง, ถ้าเป็นงานมงคล
 สมรส ให้คู่บ่าวสาวออกไปตักบาตร โดยจับด้ามทัพพีเดียวกัน มีคนคอยส่งข้างของใส่บาตร
 ให้ เมื่อใส่บาตรแล้ว ก็ควรนำสำรับบูชาพระพุทธมาถวายในขระนั้น คำบูชาว่าดังนี้
 
      อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัญจะ
      อุทะกัง วะรัง สัมพุทธัสสะ ปูเชมิ
 
   ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ด้วยโภชนาหารอันประณีต ด้วยน้ำอันสะอาดประเสริฐแด่ พระพุทธ
 เจ้าฯ จบแล้วกราบ ๓ ครั้ง โปรดจำไว้ด้วยว่า การทำบุญทุกครั้งต้องถวายสำรับบูชาพระพุทธ
 ก่อน จึงถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว พึงลาสำรับพระพุทธว่า
 ดังนี้ เสสัง มังคะลัง ยาจามิ๓ ครั้ง
 
   ๑๕. ประเคนอาหารพระสงฆ์ ขณะประเคนอาหาร ควรเข้าไปใกล้พระสงฆ์ประมาณ ๑ ศอก
 ยกของที่ประเคนให้สูงขึ้นจากพื้น ไม่ควรกระทบต่อสิ่งกีดขวางอย่างอื่นสูงพอประมาณ ของที่
 ประเคนแล้วห้ามมิให้ถูกต้องอีก ถ้าถูกด้วยความพลาดพลั้งต้องรีบยกประเคนใหม่ ของประเคน
 ทีละอย่างๆ ถ้าเป็นของเล็กๆ จะประเคนด้วยมือเดียวก็ได้ แต่ต้องประเคนด้วยมือขวา ถ้าเป็น
 งานมงคลสมรส คู่สมรสประเคนวางลงบนผ้าที่พระท่านปูรับ และฝ่ายเจ้าบ่าวจะประเคนอีก
 ครั้งหนึ่ง เพราะ ๒ คนประเคนไม่ขึ้น ขัดกับพระวินัย
 
   ขณะพระกำลังฉัน เจ้าภาพควรนั่งปฏิบัติด้วยการดูแลให้ทั่วถึง และควรปวารณา สิ่งใดขาด
 ตกบกพร่องขอได้เรียกได้ตามประสงค์ เมื่อพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ถอนสำรับคาวออกก่อน
 นำของหวานประเคนต่อไป ถ้ามีน้ำชาก็ควรรีบถวายตอนนี้ด้วย ช้อนส้อมของหวานไม่ควรลืม
  ศาสนพิธี สำหรับ พุทธศาสนิกชน : บุญ
  เรื่อง : การทำบุญเนื่องในงานมงคล ๑

   งานมงคล ได้แก่การทำบุญ เพื่อความสุขความเจริญ โดยปรารภเหตุดี เช่น ทำบุญวันเกิด
 ทำบุญฉลองอายุครบ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญเนื่องในงานมงคลสมรส ทำบุญฉลองเกียรติ-
 ยศ เหล่านี้เป็นต้น ในงานมงคลมีวิธีปฏิบัติดังนี้
 
   ๑. อาราธนาพระสงฆ์ เมื่อกำหนดวันงานแน่นอนแล้ว ไปอาราธนาพระตามจำนวนที่ต้องการ
 ก่อนถึงวันงานอย่างน้อย ๓ ถึง ๗ วัน การอาราธนานั้น ถ้าสามารถเขียนหรือพิมพ์เป็นฎีกานิมนต์
 ได้เป็นการดีที่สุด โดยบอกกำหนด วัน เดือน ปี เวลา และงานให้ละเอียด
 
   ๒. จำนวนพระที่นิมนต์ ตามปกติจำนวนนี้คือ ๕ รูป ๗ รูป ๙ รูป แต่ส่วนมากนิยมนิมนต์ ๙
 รูป ถือกันว่าเลข ๙ เป็นเลขมงคลขลังดี งานนั้นจะได้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นงานมงคล
 สมรส นิยมนิมนต์จำนวนคู่คือ ๖ รูป ๘ รูป ๑๐ รูป ส่วนมากงานมงคลสมรสนิยม ๘ รูป ถ้าเป็น
 พระราชพิธีนิยม ๑๐ รูป เป็นอย่างน้อย
 
   ๓. ตั้งโต๊ะหมู่ นิยมจัดไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์ โดยให้พระพุทธผินพระพักตร์ไปด้าน
 เดียวกับพระสงฆ์ ถ้าสถานที่อำนวยให้ผินพระพุทธรูปไปทางด้านทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ
 ได้ยิ่งดี ถ้าสถานที่ไม่พอก็ให้จัดตามความเหมาะสมกับสถานที่ พระพุทธรูปที่จะนำมาตั้งโต๊ะ
 บูชานั้น ไม่ให้มีครอบและเล็กจนเกินไป หรือใหญ่เกินไป ถ้าโต๊ะบูชาใหญ่เล็ก ก็ให้จัดพระบูชา
 เหมาะสมตามส่วน มีแจกันดอกไม้ พานดอกไม้จัด ๓ หรือ ๕ พาน แจกันจะใช้ ๑ - ๒ คู่ก็ได้
 แล้วแต่ขนาดของโต๊ะ กระถางธูปให้ปักไว้ ๓ ดอก เชิงเทียน ๑ คู่ พร้อมเทียน
 
   ๔. ขันน้ำมนต์ จะใช้ขัน หรือบาตรหม้อน้ำมนต์มีเชิงก็ได้ ใส่น้ำสะอาดพอควร มีเทียนน้ำมนต์
 ขี้ผึ้งอย่างดี ๑ - ๒ เล่ม (เทียนรอบหัวแต่ตัว) ใบเงินใบทองอย่างละ ๕ ใบ มัดหญ้าคาหรือก้าน
 มะยม สำหรบประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ๑ มัด ถ้าใช้ใบมะยมใช้ก้านสด ๙ ก้าน ถ้ามีการเจิม
 ก็เตรียมแป้งกระแจะ ใส่น้ำหอมในผอบเจิมด้วย ถ้ามีการปิดทองด้วย ก็เตรียมทองคำเปลว ไว้
 ตามต้องการไว้ในพาน ตั้งไว้ข้างบาตรน้ำมนต์ด้วย
 
   ๕. ด้ายสายสิญจน์ ใช้ด้ายดินจับ ๙ เส้น ๑ ม้วน โยงรอบบ้านหรือบริเวณพิธี เวียนจากซ้ายไป
 ขวา โยงเข้าหาพระประธานที่โต๊ะหมู่บูชา เวียนซ้ายไปขวาเช่นเดียวกัน ไม่ควรเอาไปพันไว้ที่
 องค์พระประธาน เวียนรอบฐานพระโยงมาที่ขันหรือบาตรน้ำมนต์เวียนขวา แล้วนำด้ายสาย
 สิญจน์วางไว้บนพานรองตั้งไว้ข้างโต๊ะบูชาใกล้กับพระเถระ องค์ประธานในสงฆ์
 
   เรื่องด้ายสายสิญจน์นี้มีข้อควรระวังเป็นพิเศษคือ ห้ามข้ามกรายเป็นเด็ดขาด แม้ที่สุดจะหยิบ
 ของข้ามหรือยื่นมือไปเขี่ยบุหรี่ บ้วนน้ำหมากน้ำลาย ก็ไม่ควรข้ามด้ายสายสิญจน์อย่างยิ่ง เพราะ
 นอกจากเป็นการแสดงความไม่เคารพในพระพุทธเจ้า หรือถ้าเป็นงานศพก็ไม่เป็นการเคารพใน
 ผู้ตาย และยังเป็นผู้ที่ถูกติเตียนด้วย หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็ควรสอดมือไปทางใต้ด้ายสาย
 สิญจน์
 
   ๖. การปูอาสนะสำหรับพระสงฆ์ ควรใช้เสื่อหรือพรหมปูเสียชั้นหนึ่งก่อน นิยมใช้กัน ๒ วิธีคือ
 ยกพื้นอาสนะสงฆ์ให้สูงขึ้น โดยใช้เตียงหรือแคร่ม้ายาววางต่อกันให้พอจำนวนแก่สงฆ์ และอีก
 วิธีหนึ่ง ปูลาดอาสนะบนพื้นธรรมดา อาสนะสงฆ์ชนิดยกพื้นนิยมใช้ผ้าขาวปูลาด จะมีผ้านิสีท-
 นะปูอีกชั้นหนึ่ง หรือไม่ก็ได้ โดยอาสน์สงฆ์ยกพื้นนี้ มักจัดในสถานที่ที่ฝ่ายเจ้าภาพนั่งเก้าอี้กัน
 ส่วนอาสนะชนิดที่ปูลาดบนพื้นธรรมดา จะใช้เสื่อหรือพรมผ้าที่สมควรก็สุดแท้แต่ที่จะหาได้
 ข้อสำคัญควรระวัง อย่าให้อาสนะพระสงฆ์กับอาสนะของคฤหัสถ์ฝ่ายเจ้าภาพเป็นอันเดียวกัน
 ควรปูลาดให้แยกจากกัน ถ้าจะเป็นแยกกันไม่ได้โดยปูเสื่อหรือพรมไว้เต็มห้อง สำหรับอาสนะ
 สงฆ์ ควรปูทับเสื่อหรือพรมอีกชั้นหนึ่งจึงจะเหมาะสม โดยใช้ผ้าขาวหรือผ้านิสีทนะก็ได้ ปู
 เรียงองค์เป็นระยะใหห่างกันยพอสมควร อย่าให้ชิดกันเกินไป มีหมอนอิงข้างหลังเรียงองค์เท่า
 จำนวนที่นิมนต์มาในงานนั้นๆ
 
   ๗. เครื่องรับรองพระ ก็มีกระโถน, ภาชนะน้ำเย็น, พานใส่หมากพลูบุหรี่ วางไว้ทางด้านขวา
 มือของพระสงฆ์เป็นรายรูป ถ้าของมีจำกัด ๒ รูปต่อ ๑ ที่ก็ได้ วางเรียงจากข้างในมาหาข้าง
 นอก ตามลำดับ คือกระโถนไว้ในที่สุด ถัดมาภาชนะน้ำเย็น และพานหมากพลูบุหรี่ ส่วนน้ำชา
 หรือเครื่องดื่ม เมื่อพระสงฆ์เข้านั่งเรียบร้อยแล้ว ค่อยถวายก็ได้
 
   ๘. ล้างเท้า - เช็ดเท้าพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์มาถึงบ้าน ฝ่ายต้อนรับจะคอยล้างเท้าให้ท่าน จะ
 ให้ท่านล้างเท้าเองดูไม่เหมาะ เพราะน้ำอาจมีสัตว์ขัดกับพระวินัย และคอยเช็ดเท้าให้ท่านด้วย
 
   ๙. ประเคนเครื่องรับรองพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์เข้าประจำที่เรียบร้อยแล้ว พึงเข้าประเคน
 ของรับรองพระที่เตรียมไว้ปแล้ว คือภาชนะน้ำเย็น พานหมากบุหรี่ ประเคนของที่อยู่ข้างใน
 ก่อน เสร็จแล้วน้ำชาหรือน้ำอัดลมถวายทีละองค์จนครบ

บุญพิธีตักบาตรรับอรุณฯ

บุญพิธีตักบาตรรับอรุณฯ

 

งานบุญพิธีรับอรุณ ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง วันที่ 13 มกราคม 2554
 ณ มณฑปจัตุรมุข ทุ่งทะเลหลวง(แก้มลิง) จ.สุโขทัย
เริ่มพิธีเวลา 05.00 น. โดย ฯพณฯสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และ ฯพณฯดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดสุโขทัย เข้าร่วมบุญพิธีครั้งนี้